วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ชัยชนะเหนือความอิจฉาริษยา

วันนี้เราจะมาบรรยายถึงเรื่อง “ชัยชนะเหนือความบาป” กันต่อ ตอนที่ 4 “ชัยชนะเหนือความอิจฉาริษยา” เชื้อบาปขั้นรุนแรงที่สุด ก็คือตัว “อิจฉาริษยา” เมื่อพูดถึงเชื้อบาป เราต้องรู้ว่าเชื้อบาปนี้อยู่ในร่างกายของเรา อยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา แม้ว่าเราจะเชื่อพระเยซู ได้รับการชำระแล้ว เฉพาะจิตวิญญาณเท่านั้น แต่เนื้อหนังร่างกายภายนอก ยังเต็มไปด้วยของเก่าอยู่ เหมือนกับเชื้อความโลภ และความโกรธที่อยู่ในตัวของเราทุกคน ที่เราต้องเอาชนะมัน ความอิจฉาริษยาก็เหมือนกัน เราทุกคนมีเชื้อนี้อยู่ในตัว ความอิจฉาริษยาสามารถทำลายได้ทุกอย่าง ทั้งทางกายและทางจิตวิญญาณ มีตำรามากมายที่ระบุว่า ความอิจฉาริษยาเป็นตัวบ่อนทำลายความสุข และสุขภาพของมนุษย์บนโลกใบนี้ เมื่อเริ่มต้นอิจฉา ก็จะไม่จบแค่ตัวอิจฉานี้ เพราะว่ามีความอิจฉาริษยาเกิดขึ้นในใจแล้ว ก็จะมีความโลภ และการทำบาปอื่นๆ ต่อเนื่องมา

ภาษาไทยเรา มักจะใช้คู่กัน เมื่อมี “อิจฉา” มักจะตามด้วย “ริษยา” แต่จริงๆ แล้ว รากศัพท์ของคำว่า “อิจฉา” กับ “ริษยา” มีความหมายแตกต่างกัน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า “อิจฉา” หมายถึงเห็นเขาได้ดี แล้วไม่พอใจ อยากจะมีอย่างเขาบ้าง และอีกฉบับหนึ่งของอาจารย์เปลื้อง ณ นคร แปลความหมายของคำว่า “อิจฉา” ว่าหมายถึงความอยาก ความต้องการ และความปรารถนา

ส่วนคำว่า “ริษยา” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่าอาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี หนักขึ้น เห็นเขาได้ดีแล้วทนนิ่งไม่ได้ แล้วฉบับของอาจารย์เปลื้อง ณ นคร แปลว่าความชิงชัง ความคิดกีดกัน และความไม่อยากให้คนอื่นได้ดี

คราวนี้เรามาดูรากศัพท์ภาษาเดิม ในพระคัมภีร์ คำว่า “อิจฉา” ภาษากรีกใช้คำว่า “ซีลอส (Zelos)” ซึ่งมีความหมายว่า มีความอยากได้ในสิ่งที่ผู้อื่นมี แต่เราไม่มี ทั้งด้านทรัพย์สมบัติ ลักษณะรูปร่างนิสัย และการประสบความสำเร็จ

ส่วนคำว่า “ริษยา” ภาษากรีกใช้คำว่า “ฟอทอนอส (Phthonos)” หมายความว่า ความรู้สึกไม่พอใจ หรือเป็นทุกข์เป็นร้อน เมื่อเห็นผู้อื่นมี ในสิ่งที่ตัวเองไม่มี

สรุปความหมายของคำว่า “อิจฉา” คือเมื่อเห็นคนอื่นมีสิ่งที่เราไม่มี เราก็เกิดความอยากได้ เช่น เห็นคนอื่นมีฐานะดีกว่า ก็อยากมีอย่างเขาบ้าง เห็นคนอื่นทำงานสบายกว่า ก็อยากเป็นอย่างนั้นบ้าง หรือแม้กระทั่งเห็นคนอื่นหน้าตาดีกว่า ก็อยากสวยอยากหล่ออย่างเขาบ้าง ความรู้สึกอย่างนี้ มีรากฐานมาจากความอิจฉา แต่ความอิจฉา ก็ยังเป็นแค่ความรู้สึกว่าเราอยากจะได้ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ซึ่งก็อาจจะนำไปสู่ความโลภ และการกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้มา อาจจะเป็นการกระทำที่ถูกบ้าง ผิดบ้าง แล้วแต่กรณี เช่น อิจฉาว่าเพื่อนมีมือถือรุ่นใหม่ ในความรู้สึกอยากได้บ้าง ก็ขอแล้วขออีก ขอจากพระเจ้าว่า ของเรามันเก่าไปแล้ว ไม่เท่ห์ ก็เลยอยากได้ใหม่ ขอใหม่ เก็บเงินไม่ได้พอ ก็ไปกู้หนี้ยืมสิน อย่างนี้เป็นต้น

แต่แรงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง คำว่า “ริษยา” อันนี้อันตรายกว่าเยอะ ถึงขั้นที่ว่าถ้าเราไม่มี ก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นคนอื่นมี ซึ่งการกระทำที่ตามมา จะแตกต่างกับความอิจฉา เห็นใครมีชื่อเสียงกว่าทนไม่ได้ ต้องหาเรื่องนินทาว่าร้ายให้เขาเสียหาย คนที่เรารัก ไปรักคนอื่น ก็ทนไม่ได้ ต้องหาทางทำลาย

วันนี้เราจะรู้ว่าเราชนะแล้ว โดยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งนามพระเยซูคริสต์ เพราะการเป็นขึ้นมาใหม่ของพระเยซูคริสต์ ทำให้เราชนะความอิจฉาริษยา ซึ่งอยู่ในตัวของเราทุกคนแล้ว เราจะชนะมันอย่างไร

ในหนังสือยากอบ 3:16 บันทึกไว้อย่างนี้

“เพราะว่าที่ใดมีความริษยาและความมักใหญ่ใฝ่สูง ที่นั่นก็วุ่นวายและมีการกระทำชั่วช้าลามกต่างๆ”

พระคัมภีร์กล่าวถึงความอิจฉาริษยา ว่าอย่างไรบ้าง หัวใจของธรรมบัญญัติที่พระเยซูทรงสอนไว้ คือ “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิต สุดใจ ด้วยสุดกำลัง และสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ในลูกา 10:27

ถ้าจิตใจเรามีความริษยาอยู่ เราก็ไม่มีความสามารถที่จะทำตามคำสอนนี้ได้เลย เพราะถ้าที่ไหนมีความอิจฉาริษยา ที่นั่นก็ไม่มีความรัก เพราะในหนังสือ 1 โครินธ์ 13:4 บอกว่า “ความรักนั้นก็อดทนนาน กระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว”

พระคัมภีร์บอกว่า ความอิจฉาริษยา เป็นการงานของเนื้อหนัง เป็นความผิดความบาป ในระดับเดียวกันกับการล่วงประเวณี การลามก ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นบาปที่ร้ายแรง ตามหลักของพระคัมภีร์

ในกาลาเทีย 5:19-21 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า

“การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การลามก การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆ ในทำนองนี้อีก เหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่าน เหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้น จะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า”

“คนที่ประพฤติเช่นนั้น จะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า” นั่นก็คือคนที่ประพฤติเช่นนี้ จะไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้านั่นเอง อาจจะได้ไปสวรรค์ แต่การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ได้รับพระพร ขึ้นไปบนสวรรค์ ก็ไม่ได้รับบำเหน็จรางวัล

คำว่า “การงานของเนื้อหนัง” ก็คือนิสัยต่างๆ ซึ่งมาจากความต้องการของกิเลสตัณหา ที่ต้องการทำตามใจตัวเอง อยู่ในความคิดจิตใจของเรา ซึ่งอยู่ในเนื้อหนัง ที่พระคัมภีร์ได้พูดถึง ใช้คำว่า “กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง” พยายามพูดให้ชินปากไว้ เพราะว่าคำนี้จะอยู่กับเราไป จนกระทั่งถึงวันหมดอายุบนโลกใบนี้ กิเลสตัณหาเนื้อหนัง เป็นศัตรูร้ายกาจที่สุดในชีวิตของเรา มากกว่าผีมารซาตาน เพราะว่าตามเราไปทุกแห่ง ผีมารซาตานทำอะไรเราไม่ได้แล้ว นอกจากผ่านทางกิเลสตัณหา ทางฝ่ายเนื้อหนัง ถ้าเราปล่อยให้ตัวเราทำตามใจตัวเอง ทำตามกิเลสตัณหาเนื้อหนังแล้ว ความประพฤติเราก็จะเป็นแบบนี้ เพราะโดยธรรมชาติเนื้อหนังเรา จะโอนเอียงไปทางนี้อยู่แล้ว โรม 8:5-8 บอกไว้ว่า

โรม 8:5-8

“เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง ก็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของเนื้อหนัง แต่คนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ ก็สนใจในสิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง ก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณ ก็คือชีวิตและสันติสุข เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้น ก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้ และคนทั้งหลายที่อยู่ใต้เนื้อหนัง จะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้”

คือไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนก็ตาม ก็จะมีวิญญาณในร่างกาย โดยเฉพาะ คริสเตียนจะเห็นชัดๆ เลย วิญญาณเราบังเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า มีลักษณะนิสัยเป็นเหมือนพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า แต่เนื้อหนังร่างกายที่ยังสวมอยู่ในร่างกายเก่า เป็นเชื้อของความบาป อยู่ในความบาป ดังนั้นจึงต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา ในพระคัมภีร์ข้อนี้ บอกว่าถ้าเราไปติดยึดอยู่ หรือว่าสนใจกับการกระทำแบบเนื้อหนัง มันจะไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า แต่การกระทำตามทางของพระเจ้า ที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย คือเป็นคนดี เป็นไปตามทางของพระเจ้า แต่ในการทำเช่นนั้น ก็จะแย้งกับความคิดเก่าๆ หรือกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง มันจะทำยาก มันจะต่อสู้กันตลอดเวลา ถามว่าต่อสู้กันถึงเมื่อไร ก็จนกว่าเราจะตายจากกันไป ทิ้งร่างนี้ไปเมื่อไร จบเมื่อนั้น พระคัมภีร์จึงบอกว่าอยู่ก็อยู่เพื่อพระคริสต์ ตายก็ได้กำไร คือตายก็ไม่ต้องมาสู้รบกับมันอีก สบาย เป็นอิสรภาพ ได้รับร่างกายใหม่จากพระเจ้า ร่างกายที่เต็มไปด้วยพระสิริ ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของเชื้อแห่งความบาป และความตายอีกต่อไป ไม่ต้องมายุ่ง มาสู้กับมันอีกแล้ว คิดแต่สิ่งที่ดีตลอดเวลา อย่างนี้เป็นต้น

พระคัมภีร์เรียกคนที่ยังมีความอิจฉาริษยากัน ว่าเป็นทารกในพระคริสต์ หมายถึงคนที่ยังไม่เติบโตทางฝ่ายจิตวิญญาณ ใน 1 โครินธ์ 3:1-3

1 โครินธ์ 3:1-3

“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อาจจะพูดกับท่าน เหมือนพูดกับผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณแล้วได้ แต่ต้องพูดกับท่าน เหมือนคนที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เหมือนกับท่านเป็นทารกในพระคริสต์ ข้าพเจ้าเลี้ยงท่านด้วยน้ำนม มิใช่ด้วยอาหารแข็ง เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านยังไม่สามารถรับ และถึงแม้เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังไม่สามารถ ด้วยว่าท่านยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เพราะว่าเมื่อยังอิจฉากัน และขัดเคืองใจกัน ท่านไม่ได้อยู่ฝ่ายเนื้อหนังหรือ และไม่ได้ประพฤติตามมนุษย์สามัญดอกหรือ”

นี่จะเห็นชัดเลย ที่ระบุไว้ว่าความอิจฉาริษยา เป็นการงานของเนื้อหนัง ต้องรู้อย่างนี้ตลอดเวลา อยู่ในใจ เมื่อเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาขึ้นมาเมื่อไร ไม่ต้องไปตกใจกลัว “ทำไม ฉันเป็นอย่างนี้” เป็นทุกคน เป็นมากเป็นน้อย ขึ้นอยู่กับว่า เราได้ฝึกฝ่ายจิตวิญญาณกันมามากน้อยเพียงไร และยอมให้กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง มีอำนาจอยู่ในชีวิตเรามากขนาดไหน ให้เรารู้ตลอดเวลาว่า กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง เริ่มขึ้นมาแล้ว ต้องกำจัดมัน คนที่ยังอิจฉากัน ก็เท่ากับยังอยู่ทางฝ่ายเนื้อหนัง ยังประพฤติตามมนุษย์สามัญ ก็คือดำเนินชีวิตแบบคนทั่วๆ ไป ที่ไม่รู้จักพระเจ้า ยังมีความคิด ความประพฤติตามระบบของโลกนี้ ไม่มีความแตกต่าง อย่าลืมว่าชีวิต คริสเตียน ที่เจริญเติบโตแล้ว คือชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง ชีวิตที่มีความแตกต่างจากระบบของโลกนี้

มาระโก 7:20-22

“พระองค์ตรัสว่า "สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การโลภ ความอธรรม การล่อลวงเขา ราคะตัณหา อิจฉาตาร้อน การใส่ร้าย ความเย่อหยิ่ง ความบัดซบ”

สิ่งที่อยู่ภายใน คือสิ่งที่เกิดจากความคิดเก่าๆ ภายใต้อิทธิพลของเนื้อหนังของเชื้อบาป ไม่ใช่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า

ตัวอย่างในพระคัมภีร์ การอายัดพระเยซู ก็มาจากความอิจฉาริษยา การจับพระเยซูไปตรึงที่ไม้กางเขน ที่พวกมหาปุโรหิตทำ ก็ทำมาจากการอิจฉาพระเยซู เพราะเริ่มมีคนมาเชื่อพระองค์มากขึ้น พวกปุโรหิต ก็เริ่มเกรงกลัวว่าอำนาจ บารมีของตัวเอง จะน้อยลง

มาระโก 15:8-10 ได้บันทึกไว้

“ประชาชนจึงได้ขึ้นไปขอปีลาต ให้ทำตามที่ท่านเคยทำให้เขานั้น ปีลาตได้ถามเขาว่า "ท่านทั้งหลายปรารถนา จะให้เราปล่อยกษัตริย์ของพวกยิวหรือ" เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่า พวกมหาปุโรหิต ได้อายัดพระองค์ไว้ด้วยความอิจฉา”

เรื่องราวของโยเซฟเหมือนกัน ก็เหมือนกับเรื่องราวของพระเยซู ที่ถูกจับไปเช่นเดียวกัน พวกพี่ชายขายไปเป็นทาสที่อียิปต์ ก็เพราะ พวกพี่ชายอิจฉาที่พ่อรักโยเซฟมากกว่า และไว้ใจโยเซฟมากกว่า

กิจการ 7:9 บันทึกไว้

“ฝ่ายบรรพบุรุษเหล่านั้นคิดอิจฉาโยเซฟ จึงขายเขาไปยังประเทศอียิปต์ แต่พระเจ้าทรงสถิตกับโยเซฟ”

คราวที่แล้วเราเรียนไปแล้วว่า ความโกรธเป็นตัวบ่อนทำลายที่รุนแรง แต่ความริษยานั้น รุนแรงกว่าความโกรธอีก

สุภาษิต 27:4 บันทึกไว้อย่างนี้

“ความพิโรธก็ดุร้าย ความโกรธก็ท่วมท้น แต่ใครจะยืนต่อหน้าความริษยาได้”

และในโยบ 5:2

“แน่ละ ความร้อนใจฆ่าคนโฉด และความริษยาฆ่าคนเขลา”

ความริษยาบ่อนทำลาย ทั้งจิตใจของคนที่มีใจริษยา และทำร้ายคนที่ถูกริษยาด้วย

เรื่องราวนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ทั่วๆ ไป มีเจ้าของร้านขายของ 2 คน เปิดร้านอยู่ตรงข้ามกัน เป็นคู่แข่งกันมาตลอด ตั้งใจฟังให้ดีนะครับ ต่างฝ่ายต่างคอยแย่งลูกค้ากัน เมื่อมีลูกค้าเดินเข้ามา ในร้านของฝ่ายใดอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะจ้องมองด้วยความโกรธและอิจฉา และพยายามทุกวิถีทางที่จะแย่งลูกค้ามาให้ได้

ในคืนวันหนึ่ง ก็มีทูตสวรรค์มาปรากฏที่ร้านของชายคนหนึ่ง แล้วทูตสวรรค์ก็ให้ข้อเสนอว่า “ท่านจะขออะไรก็ได้สิ่งหนึ่ง ข้าจะให้สมดังปรารถนาในสิ่งที่ท่านอยากจะได้นั้น แต่มีข้อแม้ว่าอะไรก็ตามที่ท่านอยากได้ เมื่อท่านได้รับมันแล้ว เจ้าของร้านคู่แข่ง ฝั่งตรงข้ามจะได้รับเหมือนกัน แต่เป็นจำนวน 2 เท่า”

คราวนี้แหละ ท่านคิดสิ เขาจะขออะไร “ถ้าท่านขอความร่ำรวย ท่านจะได้เป็นเศรษฐีร่ำรวย แต่ชายเจ้าของร้านตรงกันข้าม ก็จะร่ำรวยเป็น 2 เท่า ถ้าท่านอยากสุขภาพดี อายุยาว ยั่งยืน เจ้าของร้านตรงข้ามก็จะได้เป็น 2 เท่า ตอบมาเลย ท่านอยากจะขออะไร” ชายคนนี้คิดสักครู่หนึ่ง แล้วก็ตอบว่า “ข้าขอให้ท่าน ทำให้ตาของข้าบอดข้างหนึ่ง” อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไร คุ้นๆ ไหม ความอิจฉาริษยา มันทำร้ายทั้งคนอื่น และตัวเราเอง ทำลายมากๆ เลย คือเราไม่ได้ ก็ขอให้เขาไม่ได้ ถ้าเราจะเสียนิดหนึ่ง ก็ขอให้เขาเสียมากกว่า เอาเงินตัวเองไปลงโฆษณาเวบไซต์ ด่าว่าเขาเสียๆ หายๆ ตัวเองก็เสียหายเหมือนกัน เสียเงิน เสียเวลาต่างหาก ทำ เพราะความอิจฉาริษยา

เรื่องราวในพระคัมภีร์ กษัตริย์ซาอูลต้องมีชีวิตที่ไม่เป็นสุข คอยจ้องจับผิดกษัตริย์ดาวิดตลอดเวลา ในสมัยที่ดาวิดยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ คอยวางแผนทำร้ายดาวิดตลอดเวลา ก็มีสาเหตุมาจากความอิจฉาริษยา

1 ซามูเอล 18:5-15

“และดาวิดก็ออกไปกระทำความสำเร็จ ไม่ว่าซาอูลจะใช้เธอไป ณ ที่ใด ดังนั้น ซาอูลจึงทรงตั้งเธอ ให้อยู่เหนือนักรบทั้งหลาย การกระทำดังนี้ เป็นที่ชอบในสายตาของประชาชน และในสายตาของข้าราชการของซาอูลด้วย อยู่มา เมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าคนฟีลิสเตียนั้น กำลังเดินทางกลับบ้าน พวกผู้หญิงก็ออกมาจากหัวเมืองอิสราเอล ร้องเพลงและเต้นรำ ต้อนรับพระราชาซาอูล ด้วยรำมะนา ด้วยเพลงร่าเริง และด้วยเครื่องดนตรี และเมื่อพวกผู้หญิงเต้นรำรื่นเริงกันอยู่นั้น ก็ขับร้องรับกันว่า “ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ” ซาอูลทรงกริ้วนัก คำที่ร้องกันนั้น ไม่เป็นที่พอพระทัยพระองค์เลย พระองค์ตรัสว่า “เขาสรรเสริญดาวิดว่า ฆ่าคนเป็นหมื่นๆ ส่วนเราเขาว่าฆ่าแต่เพียงเป็นพันๆ นอกจากราชอาณาจักรแล้ว ดาวิดจะได้อะไรอีกเล่า” ซาอูลก็ทรงใช้สายตาจับดาวิด ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป อยู่มาในวันรุ่งขึ้น วิญญาณชั่วจากพระเจ้าก็เข้าสิงซาอูล ซาอูลก็ทรงเพ้ออยู่ในวังของพระองค์ ดาวิดก็กำลังดีดพิณ อย่างที่เธอเคยดีดถวายทุกวันมา ซาอูลทรงถือหอกอยู่ และซาอูลก็ทรงพุ่งหอก ด้วยนึกว่า “ข้าจะปักดาวิดให้ติดกับผนังเสีย” แต่ดาวิดก็หนีไปได้ถึงสองครั้ง ซาอูลก็ทรงกลัวดาวิด เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ แต่ทรงพรากจากซาอูลแล้ว ดังนั้นซาอูลจึงรับสั่ง ให้ย้ายดาวิดไปให้พ้นพระพักตร์ ตั้งเป็นผู้บังคับการกองพัน และเธอได้เข้าออกอยู่ต่อหน้าประชาชน ดาวิดกระทำอะไรก็สำเร็จทุกประการ เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ เมื่อซาอูลทรงเห็นว่า ดาวิดได้กระทำความสำเร็จยิ่ง ก็ทรงเกรงกลัวดาวิด”

นี่ขนาดกษัตริย์ซาอูลมีทุกสิ่งทุกอย่าง ดาวิดขณะนั้น เทียบอะไรไม่ได้เลย แต่ซาอูลก็ทนไม่ได้ ที่เห็นดาวิดได้รับการยกย่องสรรเสริญ กลัวว่าประชาชนจะรักดาวิด มากกว่าตัวเอง และด้วยความริษยานี้ ทำให้ซาอูลคิดการชั่วร้ายตลอดเวลา วางแผนและพยายามฆ่าดาวิดให้ได้ เมื่อมีความอิจฉาริษยา จิตใจก็ไม่สงบ เพราะจะคอยจ้องอยู่ตลอดเวลา คิดอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อไรเราจะมีอย่างคนอื่นบ้าง หรือไม่ก็วางแผนทำลายคนอื่น ทำอย่างไรดี ถึงจะได้ชื่อเสียง ได้รับการสรรเสริญ หรือได้รับสิ่งต่างๆ ที่เราไม่มี เหมือนอย่างที่เขามีอยู่

สุภาษิต 14:30 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า

“ใจที่สงบให้ชีวิตแก่เนื้อหนัง แต่กิเลสกระทำให้กระดูกผุ”

คำว่า “กิเลส” ในข้อนี้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Envy” ซึ่งแปลว่าริษยา ก็คือคนที่มีความริษยาอยู่ภายในจิตใจ ก็จะเป็นเหมือนยาพิษ ที่กัดกินร่างกายเข้าไปถึงในกระดูก นี่พระคัมภีร์บอกไว้ล่วงหน้าเป็นพันๆ ปี

มีคนเปรียบว่าความริษยา เหมือนตัวปลวกที่คอยกัดกินมนุษย์ ปลวกที่คอยกัดกินไม้นานๆ เข้าก็จะผุพังไป

มีงานวิจัยค้นคว้าทางตำราแพทย์มากมาย ที่ระบุว่าความคิดอิจฉาริษยา มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ในปัจจุบันก็มีการศึกษาและค้นพบตรงนี้

ยกตัวอย่าง เขาบันทึกไว้อย่างนี้ว่ามีนายแพทย์ JDV. จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้รายงานผลวิจัยว่า ความอิจฉาริษยาและความยากจน อาจทำให้สุขภาพหัวใจเสื่อมลงได้ เขาเชื่อกันว่า กลไกรูปธรรมที่สำคัญที่สุด คือความเครียดเรื้อรัง ที่เกิดจากการเปรียบเทียบในสังคม เห็นคนอื่นได้ดี อะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วเราไม่พอใจ สำหรับผู้ที่พบว่าตัวเองมีฐานะด้อยกว่า ความเครียดซ้ำๆ นี้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเชื่อว่ามีบทบาทที่ทำให้เกิดโรคบางโรค และนี่ไม่ใช่รายงานการศึกษาฉบับแรก ที่มุ่งสำรวจผลกระทบจากการต้องต่อสู้ เพื่อให้มีฐานะทัดเทียมผู้อื่น

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนหน้านี้ก็พบว่าการไต่บันไดเศรษฐี ไม่ได้ทำให้คนเรามีความสุขเสมอไป

นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ทางวงการแพทย์ ได้พิสูจน์แล้ว การมีเพื่อนบ้านใหม่ที่รวยกว่า อาจทำให้เราเป็นทุกข์ใจ ไม่พอใจ และเกิดการทุ่มเถียง ความริษยา ทำให้บางคนกระเบียดกระเสียดเกินเหตุ เก็บเงินซื้อรถ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เชิดหน้าชูตาในสังคม หรือสร้างบ้านหลังโต เพื่อแข่งขันกันกับเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังเรื่องการศึกษา เขาพบว่าแม้แต่คนถูกล๊อตเตอรี่ มีเงิน ก็ซื้อความสุขไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าเราไม่ยุติความอิจฉาริษยาในเนื้อหนังของเรา ความคิดเก่าๆ ของเรา เราจะไม่มีวันที่จะมีความสุขสงบได้เลย

พระคัมภีร์สอนเราอย่างไร ในการต่อสู้กับความอิจฉาริษยา เราจะมาดูกัน

ในสุภาษิต 23:17 ได้บันทึกไว้อย่างนี้นะครับ

“อย่าให้ใจของเจ้าริษยาคนบาป แต่จงดำเนินในความยำเกรงพระเจ้าวันยังค่ำ”

คนที่มีจิตใจอิจฉาริษยา ก็คือคนที่ไม่รู้จักพอในสิ่งที่ตนมี ตนเป็น ซึ่งเล็งถึงความไม่พอใจ ในสิ่งที่พระเจ้าประทานให้นั่นเอง หรือไม่พอใจในแผนการของพระเจ้า ที่จัดเตรียมไว้ให้กับเรา ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือเราไม่ยำเกรงพระเจ้านั่นเอง ชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้า คือชีวิตที่วางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ พอใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ที่พระเจ้าประทานให้ ใจที่อิจฉาริษยาส่วนใหญ่ จะเริ่มต้นจากการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เราไม่พอใจในสิ่งที่เรามี ก็เพราะเราคอยแต่จะเปรียบเทียบ กับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ต่อให้เรามีมากขนาดไหนก็ตาม ถ้าเราคอยแต่จะเปรียบเทียบกับคนอื่น เราก็จะต้องเจอคนที่มีมากกว่า แล้วเราก็เกิดความอยากได้ อยากจะมีมากเท่าเขา หรือมากกว่าเขา ก็เกิดความอิจฉาริษยา เมื่ออิจฉาริษยาเขา อยากมีเหมือนเขา เช่น เขามีชื่อเสียง ก็อยากจะมีชื่อเสียงบ้าง เขามีบ้านหลังโต เราอยากมีบ้านหลังโตบ้าง เขามีรถขับ เราก็อยากมีรถขับที่ดีกว่าบ้าง เขามีครอบครัวที่ดี เราก็อยากจะมีครอบครัวที่ดีบ้าง เขามีอะไรที่ดีกว่าเราทุกอย่าง มีสุขภาพดี เราก็อยากมีสุขภาพดีบ้าง อิจฉาเขาไปตลอดเวลา ก็เลยเร่งทำสิ่งต่างๆ พอยิ่งเร่งทำ ก็เกิดความเครียดในร่างกายของตัวเองขึ้นมา การทำงานของตัวเอง ก็เลยไม่มีสันติสุข เพราะไม่ได้พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่

การเร่งทำงาน การขยันทำงานนั้นดี แต่ไม่ใช่เป้าหมายการเร่งทำงาน เพื่อฐานะของตนเอง เพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นเขา จะต้องดีเกินหน้าเขา ต้องดีกว่าเขา แบบนั้น ไม่ใช่ น้ำพระทัยพระเจ้าต้องการให้เราเป็นคนดี เป็นคนมีความขยันหมั่นเพียร เป็นคนมีความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ของเรา อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่ทำเพื่อที่จะไปแข่งกับชาวบ้านเขา อย่างนี้มันเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของเรา

ปัญญาจารย์ 4:4-6 ได้บันทึกไว้อย่างนี้นะครับ

“แล้วข้าพเจ้าเห็นว่า บรรดาการงานตรากตรำ และบรรดาฝีมือในการงานมาจากความริษยา ของคนที่มีต่อเพื่อนบ้านของตน นี่ก็อนิจจังด้วย คือกินลมกินแล้ง คนโง่งอมือ และกินเนื้อของตนเอง ความสงบสุขกำมือหนึ่ง ยังดีกว่าการงานตรากตรำสองกำมือ และการกินลมกินแล้ง”

เห็นไหมครับ ขนาดกษัตริย์ซาโลมอนยังเขียนไว้เลยว่า ถ้าเราขยันหมั่นเพียร พยายามตรากตรำทำงาน เพราะความอิจฉาริษยา ก็กินลมกินแล้ง ไม่ได้มีความสุขขึ้นมาเลย แต่ต้องทำงานด้วยความสัตย์ซื่อสุจริต ด้วยความรัก ด้วยความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ แล้วเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติ ค่อยๆ ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ก็มีความสุขกว่า

คนที่ชอบอิจฉา มีสำนวนเรียกทางภาษาอังกฤษ เป็นโรคๆ หนึ่ง นี่เป็นเรื่องจริงๆ นะครับ เรียกว่า “โรคนกนางนวล” หรือ “ซีเกิลซินโดรม” รู้จักโรคนกนางนวลไหม มาฟังดู เพราะโดยธรรมชาติ นกนางนวลจะชอบแย่งอาหารกัน เวลาที่เราไปชายทะเล แล้วเจอฝูงนกนางนวล ลองโยนเศษขนมปังให้นกนางนวลสักตัวหนึ่ง เมื่อนกนางนวลตัวอื่นเห็นเข้า มันจะกรูกันเข้ามาแย่งอาหารจากนกตัวนั้น ซึ่งถ้าเป็นนกประเภทอื่นๆ มันก็จะเพียงแค่มาวนเวียนรอคอยอาหาร ที่เราจะโยนต่อไป แต่ถ้าเป็นนกนางนวล มันไม่ใช่เป็นอย่างนั้น มันจะแย่งกัน

เคยมีการทดลองพฤติกรรมนกนางนวล โดยเอาริบบิ้นสีแดง ไปผูกไว้ที่คอนกนางนวลตัวหนึ่ง ปรากฏว่าเจ้านกนางนวลตัวนั้น ถูกฝูงนกนางนวลตัวอื่น รุมจิกทำร้ายจนตาย เพราะนกตัวนี้ มีในสิ่งที่นกตัวอื่นไม่มี ก็เลยโดนอิจฉา เรียกว่าโรคนกนางนวล เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ เตือนกันนะครับ ระวังนางนวลเข้านะ ไม่มีใครรู้ แล้วอย่างนี้มันไม่น่าเกลียด เราอยู่ในสังคม เกิดเราเริ่มอิจฉา เราบอกอิจฉาแล้ว คนอื่นจะได้ยิน มันก็จะน่าเกลียดว่าเพื่อนเรา แต่ถ้าเราบอกว่านางนวลเข้าๆ คนอื่นไม่รู้ เรารู้กันเอง

ในยุคโบราณ สมัยที่ยังไม่มีอารยธรรม ผู้คนที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากนกนางนวล เห็นใครมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่า ก็ใช้กำลังเข่นฆ่า เพื่อได้ทรัพย์สินมาเป็นของตนเอง

พระคัมภีร์จึงเตือนว่าอย่าอยากได้ของคนอื่น เพราะความอยากได้จะนำไปสู่การกระทำชั่วอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

อพยพ 20:17

“อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา หรือสิ่งใดๆ ซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน”

อย่าโลภของเพื่อนบ้าน ก็คืออย่ามีความรู้สึกอยากได้ อย่ามีความรู้สึกปรารถนาในสิ่งที่เป็นของคนอื่น ความอยากได้ของคนอื่น เริ่มต้นจากการเปรียบเทียบนั่นเอง การเปรียบเทียบนั้น คือความอิจฉาริษยาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ห้ามเปรียบเทียบเด็ดขาด เป็นอันตรายร้ายแรงมาก ในทางแพทย์ ทางจิตเวช ยังบอกเลยว่าการเปรียบเทียบอันตรายมากๆ ทำให้คนเป็นโรคจิตด้วย ทำให้คนไม่มีความสุขไม่มีความสงบสุข การเปรียบเทียบเป็นตัวร้ายแรงตัวหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องจิตวิญญาณเลยนะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของคนว่า ถ้าเราคิดเปรียบเทียบเมื่อไร ร่างกายจะเริ่มไม่สบาย ฉะนั้นต้องไม่เปรียบเทียบ บางครั้งเราชอบคุยกันว่า ให้เปรียบเทียบกับคนที่ด้อยกว่า ถ้าเราเปรียบเทียบกับคนที่ด้อยกว่า มันอาจจะดี แต่เมื่อเราเปรียบเทียบกับคนด้อยกว่า ส่วนใหญ่มันไม่หยุดแค่นั้น เราจะไม่วายที่จะไปเปรียบเทียบกับคนที่มีมากกว่า เพราะฉะนั้นเราไม่เปรียบเทียบเลยดีไหม เราพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ เราขอบคุณพระเจ้า เห็นคนที่ด้อยกว่า ก็ขอบคุณพระเจ้า แล้วก็เห็นอกเห็นใจเขา เห็นคนที่มีมากกว่า ก็ขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าอวยพระพรเขา ขอให้เขาได้ดี อย่างนี้ดีกว่าไหม แล้วเราก็ขอบคุณพระเจ้าในสิ่งที่เรามีอยู่ แล้วก็พึ่งพาในพระเจ้า อย่างนี้สงบสุขมากกว่า

2 โครินธ์ 10:12

“เราไม่ต้องการที่จะเปรียบเทียบตัว เราเอง กับคนบางคนที่ยกย่องตัวเอง แต่เมื่อเขาเอาตัวของเขา เป็นเครื่องวัดกันและกัน และเอาตัวเปรียบเทียบกันและกันแล้ว เขาก็เป็นคนขาดความเข้าใจ”

ปัญญาจารย์ 5:19

“อนึ่ง ทุกๆ คนที่พระเจ้าประทานทรัพย์สมบัติให้ ก็ได้ทรงโปรดให้รับประทานของเหล่านั้น ได้รับส่วนของตน และยินดีปรีดาในการงานของตนได้ นี่แหละเป็นของประทานจากพระเจ้า”

“นี่แหละเป็นของประทานจากพระเจ้า” ถ้าเราพอใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้ ไม่ว่าจะมากขนาดไหน ไม่ว่าจะน้อยขนาดไหน มีสันติสุขเกิดขึ้น มีความสุขเกิดขึ้นได้

ความคิดอีกอย่างหนึ่งที่อันตรายมากๆ คือคิดอิจฉาริษยาคนที่กระทำชั่ว แล้วได้ดี นี่เป็นเรื่องธรรมดา บางทีท้อแท้กับชีวิต เพราะ “ทำดีมาตั้งนาน คนนี้เห็นเขาทำชั่ว ไม่เห็นได้ชั่วเลย เขาทำชั่ว ทำไมได้ดี” เยอะแยะ ตลอดเวลา

ดูที่สุภาษิต 24:1 พระคัมภีร์บันทึกเรื่องนี้ไว้อย่างไร

“อย่าคิดริษยาคนชั่ว หรือปรารถนาอยู่ร่วมกับเขา”

และสุภาษิต 24:19

“เจ้าอย่ากระวนกระวาย เพราะคนกระทำบาป และอย่ามีใจริษยาคนชั่วร้าย”

พระคัมภีร์ได้สั่งว่า “อย่า” เป็นหน้าที่ของพระเจ้า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา บนโลกนี้ เราจะเห็นคนที่ทำชั่ว แล้วได้ดีเยอะแยะไปหมด แต่ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องกระวนกระวายใจ หรือเป็นเดือดเป็นแค้น ทุกคนที่ทำความบาป ความชั่ว ก็ต้องได้รับผลของมันอยู่แน่นอน เราอาจมองไม่เห็นผลนั้น แต่จงวางใจในความสัตย์ซื่อ ซื่อตรง ความยุติธรรมของพระเจ้า แน่นอนว่าพระเจ้าจะดูแล ให้เป็นไปตามความยุติธรรม อย่างแน่นอน เราไม่ต้องไปห่วง เราก็ขอบคุณพระเจ้า อธิษฐานให้เขา ให้เมตตาแก่เขา ให้เขามีโอกาสได้กลับใจใหม่ อย่างนี้เป็นต้น

แต่ความอิจฉาริษยาก็เหมือนเชื้อบาปตัวอื่นๆ ที่ฝังลึกอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน เราจะเห็นชัดๆ เด็กตัวเล็กๆ ก็รู้จักอิจฉาแล้ว พอมีน้อง ก็อิจฉาน้อง พอไปโรงเรียนเห็นเพื่อน เขามีอะไรที่เราไม่มี ก็อิจฉาเพื่อน พอเรียนจบทำงาน เพื่อนที่เรียนมารุ่นเดียวกันได้เงินเดือนมากกว่า ก็อิจฉาเขา มีครอบครัว ก็อิจฉาครอบครัวของคนอื่น มีบ้าน ก็อิจฉาบ้านของคนอื่นเขา เห็นไหม นี่เป็นวงจร เป็นเรื่องจริงๆ บนโลกใบนี้ จะเป็นอย่างนี้ แต่เรามาเป็นคริสเตียนแล้ว เรามีชัยชนะเหนือโลกแล้ว พระเยซูคริสต์อยู่กับเราแล้ว พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 แล้ว แล้วเราเป็นบุตรของพระองค์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ทรงสถิตอยู่กับเรา เราสามารถเผชิญทุกสิ่งได้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับเราแล้ว เราไม่ดำเนินชีวิตเป็นอย่างนี้อีกต่อไป ไม่เหมือนชาวโลกอีกต่อไป

เหมือนมีคำกล่าวว่า “ทุ่งหญ้าของเพื่อนบ้าน เขียวสดกว่าเราเสมอ” เป็นความคิดของคนที่มีความอิจฉาริษยา อยู่ภายในจิตใจ มองไปทีไร บ้านโน้นเขาดีกว่าบ้านเราทุกที ที่ของเราดีๆ ไม่เคยมอง มองแต่ของคนอื่น อันนั้นดีๆ ทำไมไม่เอาตามอย่างบ้านนั้นล่ะ เสร็จแล้ว มาทะเลาะกันเอง

เช่นเดียวกันกับเชื้อบาป ตัวอื่นๆ ที่ยากมากๆ สำหรับการต่อสู้ในชีวิตของเรา ก็คือต่อสู้กับกิเลสตัณหา ทางฝ่ายเนื้อหนังของตัวเราเอง เป็นเชื้อของบาปที่จะทำให้เราเกิดความไม่พึงพอใจ เกิดการเปรียบเทียบ เกิดความอิจฉาและริษยา และทำบาปในที่สุด ตัวนี้ตัวสำคัญและอันตรายมาก ก็คือเราจะต้องต่อสู้กับมัน ระงับมันให้ได้ ตั้งแต่ตอนที่ตั้งไข่อยู่ในร่างกายของเรา ถ้าปล่อยมันออกมาแล้ว มันสายไปเสียแล้ว ต้องรู้ตัวตลอดเวลา เริ่มรู้ตัวแล้ว ต้องจัดการให้สงครามนี้เสร็จสิ้น ภายในจิตใจของเรา จัดการตรงนั้น ไม่ใช่ปล่อยมันออกมาเลย แล้วมันก็ไปกระทำบาป แล้วมาเสียใจทีหลัง

แต่โดยพระเยซูคริสต์ ที่เราได้ชัยชนะเหนือความบาป และความตายแล้ว เรื่องยากๆ อย่างนี้ ก็กลายเป็นเรื่องง่าย เพราะ ฟีลิปปี 4:13 บันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้าสามารถเผชิญทุกสิ่งได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า” “เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าสามารถเผชิญกับความอิจฉาริษยาได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า” ต้องจำตรงนี้ไว้เลย เจอสิ่งเหล่านี้เข้าไป นึกถึงพระเยซูคริสต์เลยว่า พระองค์ทรงประทานกำลังให้กับเรา ชนะมันได้ ถ้าไม่มีกำลังนี้ เราอาจจะแพ้ เมื่อไรที่เริ่มรู้ตัวว่าเรากำลังมีความอิจฉาใคร อธิษฐานขอกำลังจากพระเจ้า ให้เราสามารถที่จะมีความยินดี ที่คนอื่นเขามีมากกว่าเรา ขอพระองค์ทรงโปรดอวยพรเขา “ขอพระเจ้าทรงโปรดประทาน ให้ลูกมีความยินดี ในความเจริญรุ่งเรืองของเขาด้วยเถิด”

ให้เรามีจิตใจเข้มแข็ง ที่สามารถจะชนะความอิจฉาริษยา ในจิตใจของเราได้ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกสิ่ง ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา สิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ในวันนี้ คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของเราแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นอะไร เป็นใคร ตำแหน่งอะไรในสังคม ในครอบครัว บ้านของเรา ขอบคุณพระเจ้า นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่พระเจ้าประทานให้กับเรา

ตัวนี้จะเป็นตัวสำคัญ ในการหล่อหลอมให้จิตใจของเรา มีเกราะป้องกันความอิจฉาริษยาคนอื่น และไม่ตกลงไปในการทำบาป และไม่หล่นลงไปในความทุกข์ยากลำบากอื่นๆ ด้วย

กาลาเทีย 5:24-26

“ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย เราอย่าถือตัว อย่ายั่วโทสะกัน และอย่าอิจฉาริษยากันเลย”

“เรา” ผู้ที่อยู่ในฝ่ายพระเยซูคริสต์เจ้า เราเป็นลูกของพระองค์แล้ว เรามาเชื่อพระเยซูคริสต์เจ้าแล้ว เราจะไม่ดำเนินชีวิตของเราเป็นไปตามเนื้อหนัง แต่เราเอาความอยากของเนื้อหนัง ตรึงไว้ที่ไม้กางเขน ตรึงความอยากเก่าๆ ความโลภ ความโกรธ ความอิจฉา ริษยา ความบาปต่างๆ ความคิดชั่วต่างๆ ซึ่งมันอยู่ในตัวเรา อยู่ในกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง อยู่ในความคิดเก่าๆ ของเรา ตรึงมันทุกวัน

เพราะพอตื่นเช้าขึ้นมา มันก็เป็นขึ้นมาใหม่ ท่านต้องตรึงมันแต่เช้าเลย ตรึงมันด้วยคำอธิษฐาน เพราะมันอยู่ในตัวของเราตลอดเวลา เป็นศัตรูที่สนิทที่สุดในชีวิตของเรา ก็คือกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งเราหนีมันไม่ได้ จนกว่าเราจะตาย พระคัมภีร์จึงบอกว่าตายก็ได้กำไร ก็จะได้พ้นจากศัตรูตัวนี้ จบสักทีหนึ่ง หมดหน้าที่สักทีหนึ่ง

มาคิดอีกทางหนึ่งก็คือ การต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งอยู่ในระบบของโลกนี้ พระคัมภีร์บอกว่า เรากำลังทำงานให้กับพระเจ้า ก็ขอบคุณพระเจ้า

หน้าที่ของเรา อันดับแรกคือระงับ จัดการ กำจัด ตรึงความรู้สึกของกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ให้อยู่หมัดให้ได้ และที่เหลือพระเจ้าจะนำพาเราผ่านไปเอง ให้ถวายเกียรติพระองค์ในทุกแง่มุม ผู้ที่มาเชื่อในพระเจ้า จะตรึงกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ที่ไม้กางเขนทุกวัน และขอพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเราใหม่ ให้เราเป็นเหมือนพระเจ้าทุกวัน ให้เราดำเนินโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่ด้วยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ตัดสินใจ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา ไม่ใช่โดยความคิดเก่าๆ ของกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ชีวิตจึงแตกต่างกับคนที่อยู่ในโลกนี้ ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ให้เราร่วมกันอธิษฐานครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น